ท่้องเที่ยวกรุงเทพฯ วันที่๒ (๐๙-๐๔-๕๒)
วันนี้เป็นวันที่๒ (๒ คน) สำหรับการเที่ยวกรุง ไม่ได้มีอะไรพิเศษนักสำหรับจุดหมายปลายทาง
เป็นเพียงที่ๆคุ้นเคยสำหรับคนบางคน และขณะเดียวกันก็เป็นที่พิเศษๆสำหรับคนบางคน เช่นกัน
01
ผมขอเริ่มต้นการเดินทางวันนี้จากรถ taxi อีกตามเดิมแต่จุดหมายไม่ใช่สถานีรถไฟฟ้าแต่อย่างใด วันนี้ผมมีเพื่อนเดินทาง ผมกำลังเป็นหาเพื่อนเพื่อติดรถไป(สบาย)
วันนี้ taxi ไม่มีสีโชคดีจัง
02
เราเริ่มต้นที่แรกของวัน โดยจอดรถที่โรงหนังกรีนรามา ใช่แล้วครับจุดหมายที่แรกของเราคือ “พาหุรัด-สำเพ็ง”
03
อาหารเที่ยงวันนี้เป็นส้มตำ ไก่ทอด น้ำตกหมู และส้มตำปูปลาร้า ร้านนี้ไก่ทอดเป็นสูตรทีเด็ด ทอดสีไม่เข้มออกสีขาว เพื่อนมีการคาดเดาว่าเพราะเปลี่ยนน้ำมันบ่อย(ทำตัวเป็นผู้รู้เอามากๆ) รสชาติจะออกเค็มนำ ร้านหาไม่ยาก ห่างจากกรีนรามาเพียงบล็อกเดียว ไก่ทอดขอแนะนำช่วงสะโพก
04
หลังจากอ่มอร่อยกับมื้อเที่ยงเสร็จ ผมหันไปเห็นตึกสีเหลืองต่นสะดุดตา ผมรู้สึกประทับใจกับอาคารหลังนี้พอสมควร ไม่ใช่เรื่องสีที่สะดุด ไม่ใช่เรื่อง ช่องเปิดที่ดูคิดมา แต่ผมกลับประทับใจกับทัศนคติ และมุมมองที่เจ้าของร้านมีต่อการออกแบบ มันไม่ได้ยากเลย พอผมหันหลังเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไป คำว่าอาคารหลุดลอยออกไปจากใจผมแล้ว ผมรู้สึกถึงมันในคำว่า “สถาปัตยกรรม” ซะมากกว่า คงเป็นความรู้สึกเดียวกับที่
มีส ฟาน เดอ โรห์ กล่าวว่า “สถาปัตยกรรมมันเกิดตั้งแต่เรา ตั้งใจ เรียงอิฐสองก้อนมาต่อกันเเล้ว”
05
ผมเริ่มเดินดุ่มๆ เข้าเขตพาหุรัด เพื่อเก็บบรรยากาศตามข้างทาง หลายคนอาจจะสงสัยว่าตาลุงแขกสอง-สามคนนี้มายืนทำอะไรกัน เค้ากำลังยืนวัดผ้าตามที่ลูกค้ามาสั่งกัน ปกติจะสั่งกันเป็นเมตรว่า เอากันกี่เมตร พอสั่งปุ๊บ ตาแขกทั้งหลายก็จะมีวิธีดึงม้วนผ้าอย่างรวดเร็วออกจากแกนกลาง แล้วก็จะมีตาแขกอีกหนึ่งมาใช้ไม้เมตรจับตามจำนวนที่ลูกค้าต้องการเสร็จแล้ว ก็ทำการตัด พับ แล้วใส่ถุงเท่านี้เป็นอันจบ แล้วเราสามารถฝากผ้าทางร้านไว้ก่อน พอเลือกซื้อจากทุกร้านเสร็จ ก็ถึงนาทีสุดทรมานที่จะต้องหิ้วถุงผ้าอันหนักอึ้ง กลับไปที่รถ – ผมสงสัยมานานแล้วตั้งแต่เรียนประถมว่าไอไม้เมตรที่ใช้เรียนกันสมัยก่อนนี้ เค้าใช้กัน ที่ไหน ? เมื่อไหร่ ? สุดท้ายวันนี้ก็ได้รับความกระจ่างแจ้งแล้วว่า ” สิ่งที่เราไม่เห็น ไม่ใช่ว่าไม่มีอยู่จริง “
06
นี่ไงครับ สิ่งที่ผมบอกไป ว่าทุกร้านจะต้องมีเป็นอุปกรณ์ประจำกาย ของพี่แขกทั้งหลายที่ขายผ้า
07
ระหว่างที่เดินลัดเลาะ ไปตามหลืบต่างๆ ของพาหุรัด (ต้องขอบอกว่าเป็น หลืบ จริงๆครับ เพราะไม่มีหาทางที่แน่ชัดเลย ที่จะบอกเราได้ว่าข้างหน้าเป็นเช่นไร) ผมเหงนหน้าขึ้นไปเล็กน้อยเพื่อ ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ปรากฎว่าผมเจอกับข้อความน่ารักๆ ประโยคนึงที่เขียนว่า
” อย่าเทียบผ้าที่ราคา!ผ้าดีไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป “
มันทำให้ผมตระหนักได้ว่า จริงๆแล้วเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่คุณๆ ทั้งหลายใส่อยู่ นั้นไม่ว่าจะเป็นของ Prada/ Dior/ Chanel/ CK /Marc Jacobs /Martin Margiela/ Vivienne Westwwod และต่างๆนาๆ อาจจะเคยมาเดินเลือกผ้าแถวนี้และใช้ผ้าแบบนี้อยู่ก็ได้ มันไม่สำคัญเลยในทัศนคติเรื่องราคาแห่งความแพง แต่ความเชื่อส่วนตัวของคุณที่ให้ค่ากับสิ่งนั้นต่างหาก ที่จะพิสูจน์อะไรต่ออะไร ดังนั้นอย่าลังเลเลยครับกับความรู้สึกที่จะเลือกอะไร มันง่ายแค่เพียงเราถามตัวเอง
08
เห็นมั้ยครับผมไม่ได้พูดเกินจริงเลย ซับซ้อนเหลือเกิน ทางนี้จะนำเราไปสู่ลานขายผ้าขนาดใหญ่ชั้นสอง โอ้โห!!!
09
หลังจากปีนป่ายบันไดขึ้นมาแล้ว เราจะพบกับกองพะเนินของผ้าต่างๆ จนตาลาย มีทั้งผ้าที่ตั้งอวดโฉมตัวเองอย่าสง่างาม และอยู่หลายส่วนที่ถูกทับกับเป็นกองๆจนดูเหมือนมันจะหายใจกันไม่ออก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันจะเกิดปรากฎการณ์การค้นหา ของผู้ซื้อกับผ้าที่ถูกซ่อนตัวไว้ว่าจะบังเอิญเจอกันหรือไม่ นี่อาจจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ขณะยืนดูอยู่ แต่ถ้าสังเกตุกันอย่างจริงจังจะเห็นว่าบางร้านถึงกับปิดหน้าร้านเพื่อเอาผ้า ออกมากองขายตามทางเดินเลยทีเดียว
10
วิธีการอวดโฉมของผ้าแบบต่างๆ ทำให้ผมนึกถึงอินเดียขึ้นมาทันทีทันใด
11
นี่เป็นอีกวิธีการนึงสำหรับร้านที่มีผ้าเยอะๆเรียงอัดกันไว้จนเอื้อมหยิบไม่ ถึง พี่เค้าคนนี้ก็เเสดงวิทยายุทธิ์กระโดดปีนขึ้นไปเพื่อเอาผ้าให้กับคนบางคน
12
ลุงแขกคนนี้เป็นเจ้าของร้านผ้าร้านนึงบนชั้นสอง แกจะเดินอุ้ยอ้ายช้าๆ แต่จะคอยเชียร์ให้ลูกค้าซื้อผ้าที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจอยู่เนืองๆ แต่แกก็อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มให้ถ่ายรูป แต่แกแอบกระซิบบอกมาว่า อย่าเอารูปไปให้ตำรวจเท่านั้นเป็นพอ ถ้าเรามองไปด้านหลังแกจะเจอบันไดวนขึ้นไปชั้นบนเป็นที่สต็อกผ้า ลองคิดภาพตอนขนผ้าขึ้น-ลงซิครับว่ามันจะลำบากซักแค่ไหน
13
หลุดออกมาจากพาหุรัด ดันมาเจอห้างไนติงเกล(สมัยก่อนเป็นห้างที่ขายเครื่องกีฬา) เลยขอแวะเข้าไปดูซักหน่อย หน้าตาFacade อาคารเป็นแนวยุคที่ได้รับอิทธิพลมาจากยุคModern จากฝั่งตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด แต่อาคารภายนอกดูทรุดโทรมอย่างน่าใจหาย แต่ Element ของอาคารยังคงบ่งบอกถึงพลังในอดีต
14
เผอิญทางร้านไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน เลยออกมาถ่ายข้างนอกแทน ทำตัวเองเปรียบเสมือน icon ของร้าน เลียนแบบพวกแมคโดนัลด์ เคเอฟซี แต่ที่นี่เราเป็น ไนติงเกล
15
สถานที่ต่อไป หลายคนอาจจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีใช่ครับ ท่าพระจันทร์ แต่เป้าหมายของเราไม่ใช่เดินท่าพระจันทร์ครับ เป้าหมายเราคือ…..
16
นี่เป็น Promenade ภายในมหาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผมกำลังรอตึกที่ออกแบบของ ต้นศิลป์สตูดิโออยู่ ถ้าเสร็จคงเป็นสีสันให้แม่น้ำเจ้าพระยามิใช่น้อย แต่นี่ยังไม่ใช่จุดหมายของเราครับ
17
ถึงแล้วครับจุดหมายของเราอีกแห่งนึง นี่คือ กำแพงเมืองเก่าของกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันนี้เหลือเป็นเศษซากเพียงเล็กน้อย พอให้เราระลึกถึงผืนดินตรงนี้ว่าเคยเป็นอะไรมาก่อน ทำให้ผมนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสว่า “ทุกสิ่งนั้น ล้วนไม่เที่ยง” แต่ผมคิดต่อไปว่า ความจริงนั้นยังคงอยู่ต่อไป
อ๋อถ้าเป็นในเชิงสถาปัตยกรรมละก็ มันทำให้ผมเข้าใจว่าทำไม ปีเตอร์ ไอเซนแมนถึงชอบนักที่จะใช้ Trace ของเมืองเก่ามาเป็น Process ในการคิดงานของเค้า ผมพอจะทำความเข้าใจได้บ้าง
18
รู้สึกเริ่มเหนื่อยกับอากาศอบอ้าวในมหาลัย เราเลยเดินออกมาสูดอากาศเลียบ Promenade แม่น้ำเจ้าพระยากันดีกว่า เพื่อเดินต่อไปยังถนนพระอาทิตย์ หันหลังกลับไปมองสะพานพระปิ่นเกล้า ทอดตัวยาวเหมือนคนขี้เกียจเพียงเพื่อให้คนใช้เป็นทางผ่าน เห็นแล้วอาลัยไม่น้อย อยากเห็นคนข้ามเรือมากกว่า (อันนี้ส่วนตัวสุดๆ)
19
นี่คือ Promenade ที่ผมกำลังเดินอยู่
20
หลังจากเดินมาพอประมาณเราเลือกที่จะเดินเชื่อมเข้าไปเดินในตัวถนน โดยสิ่งที่ประทับใจผมอย่างนึงของที่นี่คือ ทางเชื่อมครับผมรู้สึกว่าเมืองมันสนุกดี มีซอกต่องๆเชื่อมถึงกันไปหมด มันเป็นทัศนคติที่ดีนะครับที่เจ้าของที่เค้าจะยอมให้ใช้เขตพื้นที่ของเค้า เป็นทางผ่านเชื่อมเข้าไปได้ มันทำให้เนื้อเมืองสมานกันอย่างลงตัว
ประณีประนอมกัน เกิดกิจกรรมแปลกๆเกิดขึ้น ฝันอยู่ว่าถ้าเมืองในแบบวิถีนี้ขยายตัวไปทุกส่วนของกรุงเทพฯแล้วมันจะน่ารัก ขนาดไหน มันโคตรอุดมคติเลย แต่ทำไมตรงนี้เค้ายังทำได้ เพียงเราเสียสละบางสิ่งเพื่อส่วนรวมบ้าง มันอาจจะต้องถูกปลูกฝังกันใหม่ในระบบการศึกษากันเลยทีเดียว และอีกอย่างกำแพงสีขาว ที่มีรูปวาดสีน้ำเงินเกาะเกะไปด้วยตลอดทาง นี่ก็เรียกร้อยยิ้มของผมไปได้ไม่น้อยทีเดียว
21
หลังจากที่เดินเชื่อมออกมาเพื่อจะเดินเล่นที่ป้อม ก็ปรากฎว่าฟ้าเมฆลอยครึ้มไปทั่ว บรรยากาศขมุกขมัว ร้านรวงต่างๆเริ่มเตรียมตัวหลบฝน ทำให้เราก็ต้องพลอยหาที่หลบฝนไปด้วย แต่ผมชอบโมเมนต์ตรงนี้มากเลย ครับ มันเห็นปลายทางที่โคตรจะชัดเจน แต่เราไปยังไม่ได้ ไม่ใช่ไปไม่ได้นะครับ แต่ไปยังไม่ได้เท่านั้นเอง มีเพียงอย่างเดียวที่ทำได้คือ “รอ”
22
รูปนี้ให้อารมณ์ตระหง่านดีแท้

23
และแล้วเราก็ขอฝากท้องที่ร้านโรตี มะตะบะ โดน เข้าไปจนอิ่ม ทั้ง มะตะบะไก่ โรตี แกงมัสมั่นเนื้อ สตูว์ลิ้นวัว แต่โดยรวมแล้วรู้สึกว่ารสชาติอาหารของเค้าลดลงจากคราวแรกที่แวะมาชิม
24
หลังฝนหยุด พระอาทิตย์ก็ลับฟ้าไปแล้ว เราเลือกที่จะเดินทางต่อไปที่ The Deck เป็นร้านอาหารที่ฝั่งท่าเตียน อยู่ชั้นบนของที่พัก Arun residence ระหว่างที่สาละวนหาที่จอดรถ ในซอยข้างๆ ก็เจอซีนนี้เข้าไป ถึงกับหยุดถ่ายรูปอีกครั้ง เราจะเห็นวัดอรุณเรืองรองอยู่ที่ปลายทางฝั่งธนบุรี โดยเฟรมที่บีบเราอยู่คือบ้านพักอาศัยในซอย สำหรับคนแถวนั้นคงเป็นภาพชินตา แต่สำหรับคนมาเยือนเช่นเรา มันก็ทำให้หัวใจพองโตได้ไม่น้อยทีเดียว
25
ภาพวัดอรุณ จากบาร์ชั้น 4 มันชัดจนไม่รู้จะชัดยังไง มันช้าจนไม่รู้ว่าจะช้ายังไง มันทำให้คุณหยุดนิ่งกับมันซักเวลาหนึ่ง เพื่อชื่นชมกับความงามในตัวมันดุจราวกับเป็นพระเอกหนึ่งเดียวในค่ำคืนนี้ เสียงหัวเราะปนเสียงดนตรีคละเคล้าไปมาในบรรยากาศเป็นแบ็กกราว ที่ดีสำหรับช่วงเวลานั้น จนเพื่อนผมบอกว่า ขนาดกลับบ้านไปแล้ว ภาพมันยังคงอยู่ขณะหลับตา ส่วนสำหรับผมวันนึงความชัดเจนจะค่อยๆ ถอยตัวห่างออกไป เหลือเพียงความรู้สึกภายใน
26
Light and darkness coexist ดวงฤทธิ์ บุนนาค 555
27
ของดีสำหรับคนนอนดึก ลอตสุดท้ายของวันนี้ ข้าวห่อใบบัว เป็นข้าวห่อใบบัวที่แปลกกว่าที่อื่นตรงที่มีความแชะของข้าวสูงกว่าที่อื่น ถ้าเมาๆ มารับรองว่าจะถูกปากไม่เชื่อหรอครับ ดูรูปต่อไปซิ

28
before & after about 10 minutes
29
วันนี้ผมนึกถึงคำพูดของ วินทร์ เลียววาริณ ที่เคยเขียนไว้ว่า
“ชีวิตที่ใช้ได้คือชีวิตที่ได้ใช้”
“ปุ๋ยที่ดีที่สุดของชีวิต คือ การใช้ชีวิต”
ผมเชื่อว่าวันนี้เป็นอีกวันนึงที่ เป็นชีวิตที่ใช้ได้ และ ได้ใช้ชีวิต
ขอบคุณ
About this entry
You’re currently reading “ท่้องเที่ยวกรุงเทพฯ วันที่๒ (๐๙-๐๔-๕๒),” an entry on Sathupradit
- Published:
- เมษายน 10, 2009 / 8:30 am
- หมวดหมู่:
- Travel
- ป้ายกำกับ:
- กรุงเทพฯ, ท่องเที่ยว
6 ความเห็น
Jump to comment form | comment rss [?] | trackback uri [?]